การให้อภัย

คุณได้รับการอภัยหรือยัง? อนาคตอันชั่วนิรันดร์ของคุณขึ้นอยู่กับคำตอบของคำถามนี้ พระคัมภีร์สอนเราว่า “ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว ไม่มีเลย ” (โรม 3:10) ข้อ 23 ของบทเดียวกันกล่าวว่า “เหตุว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากสง่าราศีของพระเจ้า” เราต้องได้รับการอภัยจากพระเจ้าหากเราต้องการรอดจากผลของความบาป สักวันเราจะได้พบกับพระเจ้าในการพิพากษา “เพราะว่าจำเป็นที่เราทุกคนจะต้องปรากฏตัวที่หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ เพื่อทุกคนจะได้รับสมกับการที่ได้ประพฤติในร่างกายนี้ แล้วแต่จะดีหรือชั่ว” (2 โครินธ์ 5:10) เรากำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่านิรันดร์และสิ่งนี้ทำให้เราจำเป็นต้องรู้ว่าเราได้รับการอภัยหรือไม่ หากได้รับการอภัยเราก็จะถูกรับไปสวรรค์ หากไม่เราจะถูกพิพากษาให้ตกนรกชั่วนิรันดร์กับมารและสมุนของมัน (มัทธิว 25:31-34, 41)

การให้อภัยโดยพระโลหิตของพระคริสต์

ดังนั้น เราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อช่วยจิตวิญญาณของเรา? เราไม่สามารถช่วยตัวเองให้รอดได้ แต่เราสามารถยอมรับแผนการณ์ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้เราได้ เราจะเข้าใจแผนนี้เมื่อเราพิจารณาถึงสิ่งที่พระองค์แสดงต่อชาวอิสราเอลซึ่งเป็นประชากรของพระองค์ก่อนที่พระคริสต์จะเสด็จมา พระเจ้าบอกให้พวกเขาถวายสัตว์เป็นเครื่องบูชา ลูกแกะที่ถูกฆ่านั้นชี้ไปที่พระเมษโปดก (หรือแกะ) ที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้านั่นคือพระเยซูคริสต์ พระองค์จะทรงไถ่ทุกคนโดยการหลั่งพระโลหิตของพระองค์สำหรับบาปของพวกเขา การหลั่งโลหิตยังช่วยให้ผู้คนเข้าใจถึงความร้ายแรงของบาปอีกด้วย เอเฟซัส 1:7 กล่าวว่า “ได้รับการไถ่โดยพระโลหิตของพระองค์ คือได้รับการอภัยโทษบาปของเรา”

“ท่านรู้ว่า มิได้ไถ่ไว้ด้วยสิ่งที่เสื่อมสลายได้... แต่ทรงไถ่ด้วยพระโลหิตอันมีราคามากของพระคริสต์ ดังเลือดลูกแกะที่ปราศจากตำหนิหรือจุดด่าง” (1 เปโตร 1:18-19) การให้อภัยของเรามาจากการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์และการหลั่งพระโลหิตของพระองค์เพื่อบาปของมนุษย์ (ฮีบรู 9:22)

ข้อความที่สมบูรณ์: การให้อภัย

ขอให้เราสังเกตว่า เพราะบาปของเรา เราสมควรที่จะได้รับความตายนิรันดร์ แต่เนื่องจากความรักและความเมตตาของพระองค์ พระเยซูสิ้นพระชนม์แทนเราเพื่อที่เราจะได้รับการอภัยและครอบคลุมการล่วงละเมิดทั้งสิ้นของเรา

การไม่ให้อภัยนำมาซึ่งความเป็นทาส

เมื่อเราได้รับการให้อภัยจากพระคริสต์เราก็ได้รับสันติสุข เพื่อรักษาสันติสุขนี้ไว้เราจำเป็นต้องให้อภัยผู้อื่นเช่นกัน พระคริสต์บอกเราในมัทธิว 6:14-15 ว่า “เพราะว่าถ้าท่านยกการละเมิดของเพื่อนมนุษย์ พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะทรงโปรดยกโทษให้ท่านด้วย แต่ถ้าท่านไม่ยกการละเมิดของเพื่อนมนุษย์ พระบิดาของท่านจะไม่ทรงโปรดยกการละเมิดของท่านเหมือนกัน”

พระเยซูทรงเล่าเรื่องหนึ่งเพื่อสอนเราเกี่ยวกับอันตรายของการไม่ให้อภัย เป็นเรื่องของกษัตริย์องค์หนึ่งที่ต้องการตรวจสอบบัญชีของข้าราชบริพาร เขาพบว่ามีคนใช้คนหนึ่งเป็นหนี้เขาจำนวนมากซึ่งเท่ากับค่าจ้างหลายปี กษัตริย์บอกคนใช้ให้เขาขายตัวของเขา ครอบครัวของเขา และทรัพย์สินทั้งหมดของเขาเพื่อนำมาใช้หนี้ คนใช้ขอความเมตตาและกษัตริย์ก็ยกหนี้ให้เขา ต่อมาคนใช้คนนี้พบกับเพื่อนคนใช้อีกคนซึ่งเป็นหนี้เขาเล็กน้อยเพียงค่าจ้างหนึ่งวัน เขาบอกเพื่อนคนใช้ว่าเขาจะต้องจ่ายเต็มจำนวน เพื่อนผู้รับใช้ของเขาอ้อนวอนขอความเมตตา แต่คนใช้ไม่ยอมยกหนี้ให้ เมื่อกษัตริย์ทรงทราบดังนั้นจึงเรียกคนใช้มาและกล่าวว่า “เราให้อภัยเจ้าเมื่อเจ้าขอการอภัย เจ้าไม่ควรทำแบบเดียวกันนี้หรือ?” กษัตริย์จึงส่งเขาเข้าคุกจนชำระหนี้ได้ทั้งหมด พระเยซูตรัสว่าพระบิดาบนสวรรค์ของเราจะไม่ให้อภัยเราหากเราไม่ให้อภัยผู้อื่น (มัทธิว 18:23-35)

การเกลียดชังใครสักคน การขุ่นเคืองใจหรือเก็บความแค้นไว้เป็นเหตุให้เกิดผลด้านลบมากมาย ผู้ที่ยอมให้ทัศนคติเหล่านี้อยู่ในชีวิตก็จะกลายเป็นความทนทุกข์ ความสัมพันธ์ของเขาก็เลวร้ายลงเช่นกัน

เมื่อเราไม่ให้อภัยผู้อื่น จะนำมาซึ่งความเป็นทาสในจิตวิญญาณของเราซึ่งเปรียบได้กับการตกเป็นทาสของผู้คนหรือถูกผูกมัดจากสารเสพติด การไม่ให้อภัยนี้ทำเราเกิดความขมขื่น ติดอยู่ในความเศร้า ความโกรธ และการทะเลาะวิวาท มันปิดกั้นความสุข ความรัก และการสามัคคีธรรม ความขมขื่นนี้เป็นผลมาจากจิตวิญญาณแห่งความภาคภูมิใจในการพยายามรักษาบาดแผลและการแก้แค้นให้กับความผิด หากเราปฏิเสธที่จะปลดปล่อยความรู้สึกขุ่นเคือง ในที่สุดมันก็จะควบคุมเรา เราจะเป็นทาสของมันเช่นเดียวกับการเป็นทาสของความบาปต่อพระพักตร์พระเจ้า

การให้อภัยอย่างไม่มีเงื่อนไข

พระเยซูทรงสอนว่าวิธีเดียวที่เราจะให้อภัยผู้อื่นได้ก็คือวิธีที่พระองค์ทรงให้อภัยเรา เราต้องให้อภัยโดยไม่คำนึงถึงลักษณะความผิดหรือความรุนแรง จำนวนความผิด หรือลักษณะของผู้ที่ทำผิดต่อเรา เราต้องแสดงความเมตตาอย่างไม่มีเงื่อนไขอย่างที่พระเจ้าได้แสดงความเมตตาต่อเรา เมื่อเราถ่อมตัวและให้อภัยผู้อื่น พระเจ้าเปิดทางให้เราได้พบกับการอภัยในความผิดพลาดและความบาปของเรา พระเจ้าให้อภัยทุกคนที่มาหาพระองค์ด้วยใจถ่อมและสำนึกผิด

เมื่อเราติดตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะรู้ความจริง และความจริงจะทำให้เราเป็นอิสระ (ยอห์น 8:32) ข้อ 36 กล่าวว่า “เหตุฉะนั้นถ้าพระบุตรจะทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท ท่านก็จะเป็นไทจริงๆ”

“วันนี้ ถ้าท่านทั้งหลายจะฟังพระสุรเสียงของพระองค์ อย่าให้จิตใจของท่านแข็งกระด้างไปอย่างในครั้งกบฏนั้น” (ฮีบรู 3:15) ในมัทธิว 11:28 พระเยซูตรัสว่า “จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข” เมื่อเราทำตามคำสอนเหล่านี้ เราจะได้รับการให้อภัยและสามารถให้อภัยผู้อื่นได้

มาหาพระเจ้า

คำถามคือ เราจะมาหาพระเจ้าได้อย่างไร? คำตอบอยู่ในพระคัมภีร์ “ไม่มีผู้ใดมาถึงเราได้นอกจากพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาจะทรงชักนำให้เขามา” (ยอห์น 6:44) พระเจ้าโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำให้เราตระหนักว่าเราเป็นคนบาปและต้องการพระผู้ช่วยให้รอด บางครั้งเราไม่เข้าใจการทรงเรียกของพระเจ้าอย่างถ่องแท้ เราอาจเริ่มสังเกตเห็นความรู้สึกว่างเปล่าและอ้างว้างในใจ ความต้องการบางอย่าง ความรู้สึกที่ไม่ถูกต้อง ความเชื่อมั่นที่เราสูญเสียไป

เมื่อเรารู้สึกว่าจิตวิญญาณของเราไม่สงบ เราต้องเปิดใจขอการทรงนำจากพระเจ้า ภาระบาปเป็นสิ่งที่หนักและใจของเราสำนึกผิดเพราะบาปที่เคยทำบาปอดีต พระเจ้าต้องการให้เรามอบชีวิตของเราให้กับพระองค์ในการกลับใจอย่างแท้จริง เมื่อพระเจ้าเห็นใจที่ชอกช้ำและสำนึกผิดของเรา และความพร้อมที่จะทำตามพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์จะทรงยกโทษชีวิตบาปในอดีตของเรา และเราได้รับการให้อภัยและมีสันติสุข (สดุดี 34:18; สดุดี 51:16-17) โอ... ตอนนี้เรามีความสุขเพียงใด และต้องการแบ่งปันสิ่งที่พระคริสต์ทรงกระทำในใจของเราให้กับผู้อื่น!

เสรีภาพนี้ไม่ได้มาจากการใช้เหตุผลของมนุษย์ แต่เป็นงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เปลี่ยนเราไปสู่ชีวิตใหม่ โดยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นี้เรามีศรัทธาที่จะวางใจในพระเจ้า เพื่อที่เราจะสามารถสละความปรารถนาของเราเองและให้อภัยผู้อื่นได้ 2 โครินธ์ 5:17 กล่าวว่า “เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งเก่าๆก็ล่วงไป ดูเถิด สิ่งสารพัดกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น”

วิธีให้อภัยในพระคัมภีร์นั้นสวยงาม ด้วยศรัทธาที่ไว้วางใจในการเสียสละของพระเยซู ควบคู่ไปกับการยอมจำนนต่อพระเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์ขจัดความผิดออกจากหัวใจของเรา บาปของเราถูกปกคลุมด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์อย่างสมบูรณ์ การให้อภัยที่พระเจ้าประทานแก่เราช่วยขจัดความขุ่นเคืองและความเจ็บปวดของเรา พระองค์ทรงเช็ดตำหนิของเราให้สะอาดและลืมบาปของเรา “จะไม่จดจำบาปและความชั่วช้าของเขาอีกต่อไป” (ฮีบรู 8:12) ช่างเป็นเสรีภาพที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ที่เราสามารถสัมผัสได้เมื่อพระเจ้าให้อภัยบาปของเรา เราสามารถให้อภัยเพื่อนมนุษย์ของเราได้ และคุณเองก็สามารถสัมผัสได้ถึงสิ่งนี้ได้ในชีวิตของคุณ

ติดต่อเรา

ใบสั่งซื้อ

หลังความตาย

ในเวลานี้คุณยังมีชีวิตอยู่ คุณหายใจ เคลื่อนไหวหรือทำงาน คุณอาจใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายหรืออยู่ในความทุกข์ยาก มีพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก มีเด็กกำลังเกิดที่ไหนสักแห่ง แต่ก็มีใครบางคนกำลังจะตายอยู่สักที่เสมอ

ทุกชีวิตเป็นเพียง 
การจัดเตรียมชั่วคราวเท่านั้น

แต่ว่า

หลังจากตายแล้ว คุณจะไปไหน?

ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาอะไร

หรือไม่เชื่อในศาสนาใด ๆ ก็ตาม

คุณยังคงต้องตอบคำถามที่สำคัญเหล่านี้

เพราะหลังจากชีวิตบนโลกอันแสนสั้นสิ้นสุดลง

มนุษย์ต้องเข้าสู่จุดหมายปลายทางอันเป็นนิรันดร์ของตน (ปัญญาจารย์ 12:5)

ที่ไหนละ?

สุสานที่คุณจะถูกฝังไม่สามารถฝังจิตวิญญาณของคุณได้ แม้ว่าร่างกายของคุณจะถูกเผาที่กองเพลิง แต่ก็ไม่สามารถกลืนกินจิตวิญญาณของคุณได้ หากคุณเสียชีวิตในทะเลลึก จิตวิญญาณของคุณก็จะไม่จมน้ำตาย

วิญญาณของคุณจะไม่มีวันตาย!

ข้อความที่สมบูรณ์: หลังความตาย

พระเจ้าแห่งสวรรค์และโลก

ได้ตรัสว่า “วิญญาณทั้งหมดเป็นของเรา”

ในปรโลกจิตวิญญาณของคุณ ซึ่งเป็น “ตัวจริง” ของคุณจะต้องเผชิญกับการกระทำที่คุณได้ทำไปในขณะที่ยังมีชีวิตไม่ว่าจะทำดีหรือไม่ดี -- อ้างถึง ฮีบรู 9:27

คุณอาจนมัสการด้วยความจริงใจ

คุณอาจรู้สึกเสียใจกับการกระทำที่ไม่ดีของคุณ

คุณอาจซ่อมแซมสิ่งที่ถูกขโมย

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็น—

แต่-

คุณไม่สามารถชดใช้บาปของคุณเองได้

พระเจ้าแห่งสวรรค์ ผู้พิพากษาที่ชอบธรรมของโลกทรงรู้ความบาปและชีวิตของคุณ ไม่มีอะไรซ่อนเร้นจากพระองค์ คุณที่มีบาปไม่สามารถเข้าสู่ความสุขและสิริของโลกอนาคตได้

แต่พระเจ้าบนสวรรค์องค์เดียวกันนี้เป็นพระเจ้าแห่งความรัก พระองค์ทรงออกแบบวิธีการไถ่ชีวิตและจิตวิญญาณของคุณ คุณจะไม่ถูกโยนลงไปในความหายนะและไฟนรกอันเป็นนิรันดร์ พระเจ้าส่งพระเยซูเข้ามาในโลกนี้เพื่อช่วยจิตวิญญาณของคุณ พระเยซูรับบาปของคุณไว้กับพระองค์เมื่อพระองค์ทนทุกข์และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระเจ้าประทานสวรรค์ที่ดีที่สุดเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของคุณ “แต่ท่านถูกบาดเจ็บเพราะความละเมิดของเราทั้งหลาย ท่านฟกช้ำเพราะความชั่วช้าของเรา การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายปลอดภัยนั้นตกแก่ท่าน ที่ต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี” (อิสยาห์ 53:5) ถ้อยคำเหล่านี้พยากรณ์เกี่ยวกับพระเยซูไว้หลายปีก่อนที่พระองค์จะเสด็จมาบนโลก

คุณจะเชื่อไหมว่าพระเยซูรักคุณ? คุณจะอธิษฐานและสารภาพบาปต่อพระองค์หรือไม่? คุณจะกลับใจและเชื่อในพระเยซู พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่หรือไม่? พระองค์จะทรงนำสันติสุขมาสู่จิตวิญญาณของคุณและประทานชีวิตอันรุ่งโรจน์หลังความตายแก่คุณ เพียงเท่านี้คุณก็สามารมั่นใจได้ว่าคุณจะมีบ้านนิรันดร์ที่เต็มไปด้วยสันติสุขความชื่นชมยินดีและการปลอบโยนสำหรับจิตวิญญาณของคุณ

แต่ว่า! หลุมแห่งความหายนะและไฟที่ไม่สิ้นสุดกำลังรอผู้ที่ปฏิเสธความรักแห่งการไถ่ของพระเยซูขณะที่ยังมีชีวิต จะไม่มีการหันกลับหรือความช่วยเหลือหลังความตาย “แล้วพระองค์จะตรัสกับบรรดาผู้ที่อยู่เบื้องซ้ายพระหัตถ์ด้วยว่า ‘ท่านทั้งหลาย ผู้ต้องสาปแช่ง จงถอยไปจากเราเข้าไปอยู่ในไฟซึ่งไหม้อยู่เป็นนิตย์ ซึ่งเตรียมไว้สำหรับพญามารและสมุนของมันนั้น” (มัทธิว 25:41) “จงเอาเจ้าผู้รับใช้ที่ไร้ประโยชน์นี้ไปทิ้งเสียที่มืดภายนอก ซึ่งที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน” (มัทธิว 25:30)

ในพระคัมภีร์ พระเจ้าได้เตือนถึงการพิพากษาครั้งสุดท้ายของทั้งโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ มีคำทำนายว่าก่อนวันพิพากษาจะเกิดขึ้น จะมีหมายสำคัญที่ชัดเจนและเด่นชัด

ก่อนที่พระองค์จะเสด็จมา จะมีสงครามและข่าวลือเรื่องสงคราม ความทุกข์ยาก และความฉงนสนเท่ห์ของประชาชาติ ชาติต่างๆ จะต่อสู้กันเองและดูเหมือนจะไม่มีทางแก้ไขทัศนคติและความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้

จะเกิดแผ่นดินไหวและโรคระบาดในสถานที่ต่างๆ พระคัมภีร์บอกเราว่าคนชั่วจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน ผู้คนจะไม่ฟังคำเตือน แต่จะรักความสนุกสนานมากกว่ารักพระเจ้า เราไม่ได้เห็นความสำเร็จของคำพยากรณ์เหล่านี้ในยุคของเราหรอกหรือ? อ้างถึงมัทธิว 24:6-7, 12 และ 2 ทิโมธี 3:4

ขอให้เราจำไว้ว่าผู้พิพากษาที่ยุติธรรมและยิ่งใหญ่ของเราจะไม่ถูกชักจูงหรือถูกโน้มน้าวด้วยความมั่งคั่งหรือความยากจน ชื่อเสียงหรือความอัปยศ หรือโดยผิวสี เชื้อชาติ วรรณะ หรือความเชื่อของเรา สักวันหนึ่งเราจะยืนต่อหน้าพระผู้สร้างและพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเราเพื่อรับการพิพากษาตามการกระทำของเรา อ่าน มัทธิว 25:32-33

ในนิรันดร์กาลที่อยู่เบื้องหน้าจะไม่มีนาฬิกาบอกเวลา ไม่มีปฏิทินประจำปี หรือนับศตวรรษ ควันแห่งความทรมานของคนบาปและความอธรรมจะพุ่งขึ้นไปตลอดกาลและตลอดไป—ในขณะเดียวกันความปีติ เสียงเพลง ความสุข และการเล้าโลมใจของผู้ที่ได้รับการไถ่จะไม่มีวันสิ้นสุดในสวรรค์ จงเลือกเลยตอนนี้ อย่าได้รอช้า! มิฉะนั้นอาจจะสายเกินไป “ดูเถิด บัดนี้เป็นวันแห่งความรอด” (2 โครินธ์ 6:2, มัทธิว 11:28-30)

ติดต่อเรา

ใบสั่งซื้อ

ความรัก สิ่งจำเป็นสำหรับโลกในปัจจุบัน สิ่งที่โลกต้องการ

ความรัก...ช่างเป็นคำที่สวยงามในทุกๆ ภาษา เมื่อนึกถึงความหมายเรามักคิดถึง ความรักใคร่ ความชอบ ความห่วงใย ความอบอุ่น ความเมตตา ความเข้าใจ ความปลอดภัย และแม่ แต่ลองคิดดูดีๆ ว่าคำที่สวยงามนี้หมายถึงอะไรกันแน่? คุณปรารถนาที่จะได้รับความรักไหม? คุณมีความรักหรือเปล่า?

พระเจ้าคือความรักและความรักของพระองค์ที่สถิตอยู่ในหัวใจของคุณสามารถช่วยให้คุณรักและได้รับความรัก ที่มาของความรักทั้งหมดคือพระเจ้า 1 ยอห์น 4:16 กล่าวว่า “ฉะนั้นเราจึงรู้ และวางใจในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา พระเจ้าทรงเป็นความรัก และผู้ที่อยู่ในความรักก็อยู่ในพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงอยู่ในคนนั้น” ไม่มีใครค้นพบความรักที่แท้จริงได้ยกเว้นความรักที่มาจากพระเจ้า

สิ่งที่ตรงกันข้ามกับความรัก ได้แก่ ความเกลียดชัง ความไม่ไว้วางใจ ความเห็นแก่ตัว และสงคราม เพียงแค่เรามองดูสภาพสังคมโลกและครอบครัว เราก็จะเห็นว่าความรักมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

แล้วคุณล่ะ คุณรู้สึกว่าคุณเป็นที่รักไหม? คุณรู้สึกปวดร้าวในใจ ความเหงาที่ไม่จางหายเพราะไม่ได้รับความรักหรือความอบอุ่นไหม? บางครั้งคุณรู้สึกว่าไม่มีใครสนใจไหม? คุณเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่ไม่รักกันหรือไม่ พ่อแม่รักลูกหรือเปล่า? ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องปกติในโลกปัจจุบันซึ่งเต็มไปด้วยทัศนคติที่ว่า “ฉันก่อน” หัวใจที่ปวดร้าวเป็นผลจากการที่บุคคลหมกมุ่นอยู่กับผลประโยชน์ที่เห็นแก่ตัวของตนเอง

ความรักไม่ใช่แรงดึงดูดที่เย้ายวนที่พยายามสนองตัณหาในตัวเองโดยมักจะให้อีกฝ่ายเสียประโยชน์ แรงดึงดูดนี้ บางคนอาจเรียกว่าความรักซึ่งเป็นความเห็นแก่ตัวเพราะมันเป็นการสร้างความพอใจให้ตนเอง ความรักไม่ควรสร้างเกียรติหรือความสุขให้ตนเอง

ข้อความที่สมบูรณ์: ความรัก สิ่งจำเป็นสำหรับโลกในปัจจุบัน สิ่งที่โลกต้องการ

ความยากลำบากในชีวิตไม่ได้บ่งชี้ว่าพระเจ้าไม่รักเรา บางครั้งพระเจ้าก็ยอมให้เราพบกับความยุ่งยากลำบากเพื่อประโยชน์ของเรา พ่อแม่ที่มีความรักที่แท้จริงจะไม่ให้ทุกสิ่งที่ลูกต้องการเสมอไป แต่กันไว้เพื่อประโยชน์ของเขาเอง

ความรักคือการเสียสละตนเอง มองหาความดีของผู้อื่น ความรักนั้นอบอุ่น เห็นอกเห็นใจและมีเมตตา หากเรารักที่แท้จริง เราจะดูแลความผาสุกของผู้ที่อยู่ใกล้ตัวเราทั้งในปัจจุบันและอนาคต ผู้ที่เป็นสามีและพ่อจะแสดงความรักต่อภรรยาและลูกๆ เขายินดีที่จะให้และเสียสละตนเองเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความรักและความเป็นอยู่ที่ดี ภรรยาและแม่จะเคารพสามีและปลูกฝังให้ลูก ๆ เคารพรักพ่อแม่และรักซึ่งกันและกัน เธอจะเตรียมความปลอดภัยและความสงบสุขสำหรับทุกคนในครอบครัว พระคริสต์ทรงเป็นแบบอย่างของความรักโดยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนอย่างไม่สมควร

หากคุณรู้สึกว่าต้องการความรัก  จิตใจรู้สึกอ้างว้าง คุณจะพบรักแท้ได้ คุณสามารถหาสิ่งนี้ได้โดยมอบถวายชีวิตตัวเองให้กับพระเจ้า พระเจ้ารักคุณด้วยความเมตตาและความห่วงใยที่ไม่มีขอบเขต พระองค์ทรงห่วงใย ต้องการแบ่งปันและช่วยเหลือคุณในช่วงเวลาที่ปวดร้าว หากคุณรู้สึกโดดเดี่ยวและคิดว่าไม่มีใครสนใจ คุณสามารถวางใจได้ว่าพระเจ้ารู้สึกถึงความปวดใจและเศร้าโศกของคุณในเวลาที่คุณเหงาและท้อแท้ พระองค์อยู่ที่นั่นเพื่อปลอบประโลม มอบความเข้มแข็ง และการนำทางให้แก่คุณหากคุณหันมาหาพระองค์

หากคุณไม่รู้ว่าจะเข้าถึงพระเจ้าได้อย่างไร เพียงแค่เทใจของคุณให้กับพระองค์แล้วพระองค์จะทรงสดับฟัง ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณไม่สามารถไว้ใจใครได้เลย ก็ร้องทูลต่อพระองค์ แล้วขอให้พระองค์ทรงชี้ทาง

หากคุณรู้สึกว่าคุณเป็นคนบาปโดยไม่คาดหวังว่าจะได้รับความรักและการให้อภัย ให้คุณมาหาพระเจ้าด้วยสุดใจของคุณ กลับใจและละทิ้งความบาปในอดีตของคุณ พระองค์จะทรงเป็นพระบิดาที่รักของคุณ หากคุณมาหาพระองค์ด้วยสุดใจ และเต็มใจเชื่อฟังทุกสิ่งที่พระองค์ขอจากคุณ

เมื่อพระเจ้าให้อภัยและยอมรับคุณ คุณจะสัมผัสรู้สึกถึงความรักและได้รับสัมพันธ์ภาพของพระองค์ซึ่งไม่มีอะไรมาพรากไปได้ ความสัมพันธ์นี้จะพังทลายก็ต่อเมื่อเราหันหลังให้พระองค์

เมื่อคุณรู้จักความรักของพระเจ้ามากกว่ารักตนเอง คุณจะพบกับความมั่นคง  ความมั่นคงในการที่รู้ว่าคุณเป็นที่รักจะเปิดใจให้คุณห่วงใยผู้อื่นอย่างแท้จริง คุณไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะปฏิบัติต่อคุณอย่างไร คุณจะพบว่าคุณกังวลต่อความต้องการของเพื่อนมนุษย์และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะรับใช้พระเจ้าผู้ทรงรักคุณ เมื่อความรักของคุณเปลี่ยนไปจากการรักตนเองแล้ว พระเจ้าจะอวยพรคุณและให้คุณเปิดใจรับความจริงอีกมากมาย คำสอนใน 1 โครินธ์ 13 จะช่วยให้คุณเข้าใจสิ่งนี้

พระเจ้ายังมีครอบครัวบนแผ่นดินโลกด้วย พระองค์อาจนำคุณไปสู่ครอบครัวของพระองค์ซึ่งคุณจะพบคนที่กำลังรับใช้พระองค์และทำตามพระประสงค์ของพระองค์ นั่นคือคริสตจักรของพระองค์ พระเยซูตรัสว่า “ถ้าท่านรักกันและกัน ดังนี้แหละทุกคนก็จะรู้ว่าท่านเป็นสาวกของเรา” (ยอห์น 13:35) นี่คือรักแท้ที่ห่วงใย แบ่งปัน และแก้ไข

หากคุณต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรัก โปรดอ่านพระกิตติคุณยอห์น อ่านอิสยาห์บทที่53 ซึ่งผู้เผยพระวจนะเล่าถึงการเสียสละที่พระเยซูจะทรงทำเพื่อเรา อ่านคำสัญญาที่อยู่ในพระธรรมสดุดี 91, สดุดี 23 และ 1 โครินธ์ 13 ให้พระเจ้านำคุณในขณะที่คุณอ่าน

ความเหงาและความทุกข์ของคุณจะหมดไป ให้พระเจ้าควบคุมชีวิตของคุณ สัมผัสความรักของพระเจ้าซึ่งเป็นหนึ่งในพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ ขอพระเจ้าอวยพรคุณ

1 โครินธ์ 13:1-8, 13

“แม้ข้าพเจ้าจะพูดภาษาแปลกๆ ที่เป็นภาษามนุษย์หรือทูตสวรรค์ได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าเป็นเหมือนฆ้องหรือฉาบที่กำลังส่งเสียง แม้ข้าพเจ้าจะเผยพระวจนะได้ จะรู้ความล้ำลึกทุกอย่างและมีความรู้ทั้งสิ้น และแม้จะมีความเชื่อมากยิ่งที่จะย้ายภูเขาไปได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย แม้ข้าพเจ้าจะบริจาคสิ่งของของข้าพเจ้าทุกอย่างหรือยอมให้เอาตัวไปเผาไฟ แต่ไม่มีความรัก ก็จะไม่เป็นประโยชน์กับข้าพเจ้า

ความรักนั้นก็อดทนนานและมีใจปรานี ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีในความอธรรม แต่ชื่นชมยินดีในความจริง ความรักทนได้ทุกอย่าง เชื่ออยู่เสมอ มีความหวังและความทรหดอดทนอยู่เสมอ

ความรักไม่มีวันเสื่อมสูญ แม้การเผยพระวจนะก็จะเสื่อมสลายไป แม้การพูดภาษาแปลกๆ ก็จะเลิกพูดกัน แม้วิชาความรู้ก็จะเสื่อมสลายไป”

“และบัดนี้ ทั้งสามสิ่งนี้ยังดำรงอยู่ คือความเชื่อ ความหวัง และความรัก แต่ความรักนั้นใหญ่ที่สุดในสามสิ่งนี้”
 

ติดต่อเรา

ใบสั่งซื้อ